ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเติบโตขึ้นมาโดยมีครอบครัวโอบประคอง หลายครอบครัวเผชิญปัญหาจนไม่มีที่อยู่ให้เด็กตัวน้อยในบ้าน เด็กหลายคนร่วงหล่นจากอ้อมกอดของพ่อแม่ บางคนโชคดีมีผู้ใหญ่ใกล้ชิดคว้ามือช่วยได้ทัน บางคนร่วงหล่นอย่างไม่มีใครใส่ใจจนต้องมาใช้ชีวิตข้างถนน
ตาข่ายที่จะมารองรับเด็กร่วงหล่นเหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญ
ใช่ว่าภาครัฐจะไม่มีตาข่ายชนิดนี้ แต่ตาข่ายของรัฐอาจมีตาห่างเกินไป จนทำให้เด็กร่วงหล่นซ้ำซ้อน
ครูยาหรือสุริยา สมใจ เป็นคนหนึ่งที่เห็นปัญหานี้จนก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กหรือ ‘บ้านลูกรัก’ ขึ้นมาในตัวเมืองขอนแก่นเมื่อ 26 ปีก่อน
บ้านลูกรักทำหน้าที่สำคัญให้เด็กๆ คือการเป็น ‘บ้าน’ ที่ให้ความรักและความอบอุ่นแบบที่เด็กควรได้รับ โดยมีหัวหน้าครอบครัวที่เด็กๆ พร้อมใจกันเรียกว่า ‘พ่อยา’
นอกจากการเป็นบ้านพักแล้ว บ้านลูกรักยังทำหน้าที่บำบัดฟื้นฟู เป็นที่เรียน กศน. เป็นที่ฝึกงาน จนกระทั่งสามารถจัดการศึกษาได้เองในระดับอนุบาลและประถมฯ หลังพบว่าการส่งเด็กไปโรงเรียนในระบบปกติอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเปราะบางที่ต้องการความใส่ใจเป็นรายบุคคล
ทุกวันนี้บ้านลูกรักดูแลเด็กอยู่กว่าครึ่งร้อย เลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดจนกว่าเด็กจะเติบใหญ่และออกบินได้อย่างแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการรับมือเด็กจากที่มาหลากหลายพร้อมปัญหาหลากรูปแบบ แต่ครูยาทำสิ่งนี้มาหลายสิบปีจนเด็กโตไปเป็นผู้ใหญ่หลายรุ่น
หัวใจในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาแบบบ้านลูกรักคือการเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนมีคุณค่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรเราจะเข้าไปถึงหัวใจเด็กและค้นพบคุณค่าซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน
นั่นคืองานสำคัญของครูยาที่สะท้อนภาพมาถึงระบบการศึกษาไทยและสังคมไทยที่ยังต้องพยายามกันมากกว่านี้เพื่อให้มีเด็กร่วงหล่นน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย


เริ่มต้นทำบ้านลูกรักได้อย่างไร
ตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาจนมาเป็นอาสาสมัครมูลนิธิเพื่อเด็กไทยในชนบทก็เห็นว่ามีเด็กถูกปล่อยปละละเลยเยอะมาก มีเด็กเร่ร่อนขอทาน นอนตามท้องถนน ดมกาวตามสวนสาธารณะ แม้ว่าภาครัฐจะทำงานส่วนนี้อยู่ แต่เด็กกลัวเจ้าหน้าที่ เขาวิ่งหนีเลยนะ “เดี๋ยวสงเคราะห์มาจับ” เด็กกลุ่มนี้ยังขาดหน่วยงานดูแล โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่ออกมาเร่ร่อนตามครอบครัว เขายังไร้เดียงสา ไม่รู้ผิดรู้ถูก
ต่อมาผมไปทำงาน อบต. สองปีก็แต่งงานกับคุณครูที่มูลนิธิฯ พอเริ่มตั้งหลักได้ก็คุยกับภรรยาว่ายังมีเด็กจำนวนมากที่เราควรไปช่วยดูแล เราจึงก่อตั้งโครงการช่วยเหลือเด็กในชนบท อยู่ภายใต้มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก โดยใช้บ้านตัวเองเป็นจุดเริ่มต้น
เราเริ่มชวนเด็กเล็กๆ มาก่อนทีละคนสองคน ตอนแรกเขาก็ไม่กล้ามานะ เราชวนมากินข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำแผล บอกว่ามาเล่นที่บ้านครู ลงพื้นที่อยู่หนึ่งปีจนเด็กเริ่มวางใจ ทีนี้พอเขาเจ็บป่วยก็จะมาหาเราเองแล้วชวนเพื่อนมาด้วย เราจึงต้องตั้งเป็นมูลนิธิช่วยเหลือเด็กหรือบ้านลูกรัก แล้วทำเรื่อยมาถึงทุกวันนี้
ภาครัฐเองก็มีกลไกดูแลเด็กกลุ่มนี้ แต่บ้านพักเหล่านั้นทำให้พวกเขากลัวหรือไม่อยากอยู่หรือเปล่า
ถ้าเป็นเด็กที่อยู่ในระบบบางคนไปอยู่บ้านพักก็ไปได้ดีนะ แต่ถ้าเป็นเด็กเร่ร่อนที่รักอิสระจะไม่ค่อยชอบ จะหนีกันออกมา พอเจ้าหน้าที่รวบตัวกลับบ้านพักได้ อีกสักเดือนก็ออกมาอีกแล้ว ผมเห็นแบบนี้เลยคิดอยากทำบ้านแบบที่เด็กชอบเลยคุยกับเด็กเร่ร่อนว่าอยากได้บ้านแบบไหน
เมื่อก่อนมูลนิธิเรายังไม่มีที่ดินผืนปัจจุบัน พวกเด็กผู้หญิงกับเด็กเล็กจะพักที่บ้านของผมกับภรรยา ส่วนเด็กผู้ชายผมให้ไปอยู่บ้านในที่นาริมแม่น้ำชีของคุณยาย เพราะที่ดินกว้าง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน พอเด็กอยากดมกาวหรืออยากเสพยาก็ให้ไปโดดน้ำแทน เป็นการบำบัดไปในตัว ภรรยาผมจะดูแลเด็กผู้หญิงที่บ้าน ผมก็จะดูแลเด็กผู้ชายที่บ้านนา
ปัจจุบันเราดูแลเด็กอยู่ 58 คน มีตั้งแต่อายุ 2 ปีถึง 19 ปี แต่ก็มีเด็กโตกว่านั้นที่ไปทำงานแล้วยังตั้งหลักไม่ได้ก็ยังพักอยู่กับเรา เด็กที่นี่มีทั้งกลุ่มแรกเกิด กลุ่มชั่วคราว กลุ่มเตรียมบิน เตรียมออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ต้องฝึกทำงาน ต้องมีรายได้ บางคนไม่สะดวกเรียนที่ศูนย์การเรียนของเรา เราก็ให้ กศน. มาสอนเด็กโต เพื่อให้สอดคล้องกับเด็ก
ปัญหาที่เด็กเจอก่อนจะมาอยู่บ้านลูกรักส่วนใหญ่คล้ายคลึงกันไหม
ปัญหาเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เมื่อก่อนเด็กเร่ร่อนเยอะ บางช่วงก็เป็นเด็กที่ได้รับผลกระทบจากครอบครัวติดเอดส์ ช่วงหลังๆ ก็จะมีคุณแม่วัยใส เด็กที่แม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่แม่ติดคุก
ที่ขอนแก่นเราทำงานเป็นเครือข่าย เด็กบางคนก็ถูกส่งมาจากบ้านพักเด็กของภาครัฐ เพราะเขาดูแลได้สามเดือนแล้วต้องหาที่ส่งต่อ
การส่งตัวมาจากภาครัฐมีหลายกรณี เช่น มีเด็กพี่น้องชายหญิง ถ้าจะอยู่บ้านพักของรัฐเขาจะถูกแยกกัน บ้านพักเด็กชายจังหวัดหนึ่ง บ้านพักเด็กหญิงอีกจังหวัดหนึ่ง คนที่รับเรื่องเขาเห็นว่าพี่น้องควรอยู่ด้วยกันจึงลองโทรมาหาเรา ผมทำไปทำมาตอนหลังก็ต้องจดทะเบียนสถานสงเคราะห์ด้วย

ตอนนี้บ้านลูกรักทำหน้าที่แบบไหนบ้าง
เราคือสถานที่รับช่วยเหลือฉุกเฉิน มาบำบัดฟื้นฟูและจัดการศึกษาไปด้วย โดยที่ให้เด็กได้ตั้งหลัก ต้องทำงาน เน้นพึ่งตนเอง แต่เราก็ยืดหยุ่นว่าถ้าไปไม่รอดก็กลับมาได้ บางครั้งเด็กเราไปทำงานแล้วได้ลูกน้อยกลับมาก็ต้องช่วยดูแลรุ่นหลานก็มี มันจึงเป็นทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียน ทั้งที่พึ่งพิง
เราไม่ได้วางหลักว่าระบบต้องเป็นแบบนี้แต่แรก แต่เราปรับรองรับตามสถานการณ์ที่เด็กประสบปัญหา ใช้ปัญหาเป็นบทเรียนพูดคุยกันในห้องเรียน ถ้าแม่หนูพลาดมาอย่างนี้ หนูจะต้องไม่พลาดตาม เขาจะระวังมากขึ้น เป็นบทเรียนจากชีวิตจริง
เด็กบางคนไปเจอบ้านพักเด็กของรัฐแล้วอยากหนี บ้านลูกรักทำอย่างไรให้เด็กไม่หนี
ผมก็ดูว่าทำไมเด็กเขาหนีมา เด็กบางคนไม่เห็นคุณค่าตัวเอง เด็กโตบางคนอายุ 17-18 ปีพอมาอยู่ที่นี่ เราให้เขาดูแลน้องเด็กเล็ก เขามีบทบาท บางครั้งเขาอาจแสดงท่าทีว่าไม่ชอบดูแลเด็ก แต่กลางคืนน้องติดเขา น้องอยากไปนอนด้วย แสดงว่าเขามีอะไรพิเศษ นี่คือจุดที่เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง
การดูแลเด็กในระบบใหญ่แบบภาครัฐไม่สามารถลงรายละเอียดได้ แต่ที่นี่จะดูเป็นรายคนว่าเขามีอะไรดีซ่อนอยู่ บางคนอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ชอบทำอาหาร เราก็เอามาปรับเป็นวิชาเรียนและให้เป็นวิชาเด่น บางคนเรียนหนังสือไม่เก่งแต่ชอบดูแลเด็กอ่อน เราก็ยกเรื่องนี้มาเป็นจุดเด่นของเขา อยู่ที่นี่แล้วเขารู้สึกมีคุณค่า มีที่อยู่ มีที่ยืน เด็กเข้ามาแต่ละคนผมจะไม่จัดว่าเด็กคนนี้การเรียนรู้บกพร่องหรือคนนี้เป็นออทิสติก แต่ต้องหาจุดเด่นของแต่ละคนให้เจอ
เรื่องการฝึกงานเราไม่ได้กำหนดว่าต้องมีอะไรบ้าง แต่จะดูว่าเด็กชอบทางไหน ที่โรงเรียนเราจึงเปิดทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บ ร้านนวด ร้านเสื้อผ้ามือสอง บางวันก็เอาของไปขายกันที่ริมบึงแก่นนคร เด็กๆ ชอบค้าขาย ชอบเรียกลูกค้า เราก็เอาเรื่องนี้มาเป็นวิชาเรียนด้วย เราให้ทำบัญชี หาต้นทุนกำไร ลงรายการสินค้า เราปรับการเรียนการสอนไปตามกิจกรรมของเขา
บางทีก็มีเด็กที่เขาสนใจเรื่องแปลกกว่าคนอื่น เช่น อยากเป็นนักมวย เราก็ส่งไปฝึกที่ยิม บางคนออกแบบเวทีหมอลำเก่งก็ได้เป็นคนจัดเพื่อนขึ้นเวทีแสดง บางคนชอบพระเครื่องก็ส่งไปเรียนกับช่างเลี่ยมกรอบพระ ล่าสุดมีนักศึกษาทำกลุ่มเดินนางแบบแล้วเขามาทำกิจกรรมกับน้องๆ แล้วเจอคนมีแวว เขาก็พาน้องไปดูเดินแบบอาทิตย์ละครั้ง ผมก็จะดูตามความสนใจของเด็กๆ
เวลาเจอเด็กดื้อมากๆ ทำอย่างไร
ตอนเย็นหลังสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้วเราจะมีวงให้เด็กๆ สะท้อนกันเอง คนนี้ไม่ไหว คนนี้อู้ คนนี้ซน ถ้าใครทำอะไรเกินไปก็อาจลงโทษด้วยการห้ามออกไปข้างนอกหนึ่งเดือน หรือตัดสิทธิ์เวลาเราพาไปเที่ยว การตัดสินจะขึ้นอยู่กับเสียงของเด็กๆ ว่าตัดสินใจกันอย่างไร เพราะถ้าผมเป็นคนตัดสินก็จะรับบทหนัก ถ้าเด็กไม่ฟังก็จะเครียด แต่พอให้ใช้มติวง เด็กๆ จะเตือนผมว่า “พ่อ ถ้าตัดสินแล้วผลเป็นยังไง พ่อห้ามมาเกี่ยวข้องนะ” เราให้เขาดูแลกันเอง โดยที่เราคอยดูไม่ให้เกินสมควร
เด็กๆ อยากมีบทบาทหรือได้รับการยอมรับ ถ้าคนไหนที่ไม่สนใจสังคมก็จะอยู่ยาก เป็นการกระตุ้นกันเพื่อให้ยอมรับกติกาสังคม เด็กที่ดื้อมาก็จะค่อยๆ ปรับ นอกจากว่าดื้อจริงๆ เราเอาไม่อยู่ บางครั้งเขาก็ต้องออกไปอยู่ข้างนอก

เวลามีเด็กใหม่ๆ มา ทำอย่างไรให้เขาเปิดใจกับเรา
เด็กก็มีหลายวัย ถ้าเป็นเด็กเล็กที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยแล้วมาเจอพวกเราเขาก็จะติดเลย แต่ถ้าเป็นเด็กที่เคยมีครอบครัวอบอุ่นแล้วครอบครัวแตกแยกกะทันหันจนต้องมาอยู่กับเราก็จะยากหน่อย เขาจะร้องไห้คิดถึงแม่ ต้องให้พี่ๆ ดูแลเป็นพิเศษ ให้ไปไหนมาไหนด้วยกัน บางคนใช้เวลาเป็นเดือนก็จะเริ่มติดเพื่อน
เด็กที่เข้ามาใหม่เราต้องใส่ใจ บางทีเด็กเล็กๆ เขาติดผมก็ต้องเอามานอนด้วย เด็กเล็กต้องการที่พักพิงให้เขาอุ่นใจ ส่วนเด็กโตเราจะมีห้องพักส่วนตัวให้อยู่ อาจมีสัมภาษณ์บ้างว่าเขาผ่านอะไรมา แล้วดูว่าเด็กคนไหนพอจะเป็นเพื่อนกับเขาได้ หาเด็กที่มีภูมิคุ้มกันไปนอนเป็นเพื่อน ค่อยๆ ดูว่าเขาชอบทำอะไรแล้วชวนเขาไปทำกิจกรรม
ถ้าเราฟังเสียงเขา เขาก็จะไม่หนี แล้วเขาจะเริ่มบอกว่ามีความต้องการอย่างไร เราไม่ได้ตั้งเป้าแต่แรกว่าเขาต้องเรียนจบมีวุฒิแล้วทำงาน แต่ดูความสมัครใจเป็นหลัก ใครชอบเสริมสวยเราก็เอาไปฝากฝึกงานที่ร้านเสริมสวย มีรายหนึ่งทำน้ำยาเข้าตาลูกค้า ถูกเขาว่ามา เด็กก็บอกว่าไม่ชอบเสริมสวยแล้ว เราก็ต้องกลับมาทบทวนกันว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ค่อยๆ ให้กำลังใจ พอเด็กเริ่มโตก็จะต้องไปเผชิญข้างนอก ถ้าไม่ไหวก็กลับมาก่อน ทำหลายรุ่นแล้ว
กรณีเด็กที่เจอความรุนแรงหรือผ่านเรื่องสะเทือนใจมาต้องระวังอะไรเป็นพิเศษไหม
เด็กที่เจอความรุนแรงถูกส่งมาให้เราดูแลเรื่อยๆ บางครั้งถูกล่วงละเมิด ถูกทำร้ายแขนหัก เราก็จะเตือนทีมงานว่าให้ระวังหน่อย น้องบางคนอาจกระทบกระเทือนง่ายกว่าเด็กปกติ แต่ทีมงานเราหลายคนก็คือเด็กที่เติบโตในบ้านลูกรัก เป็นเหมือนพี่ดูแลน้อง เด็กแต่ละคนที่เข้ามาเป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้การดูแลเด็กในรูปแบบต่างๆ แต่ธรรมชาติของเด็กเวลาอยู่ด้วยกันเยอะๆ ก็จะปรับตัวเข้าหากัน
อีกด้านหนึ่งเราก็อาศัยเครือข่ายจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักดนตรีบำบัด ตอนนี้เรามีนักศึกษา ม.ขอนแก่นที่เรียนด้านดนตรีบำบัดมาช่วยประจำ เท่าที่ผมสังเกตเด็กที่เจอปัญหาความรุนแรงจะเซนซิทีฟแต่ไม่ค่อยมีปัญหากับคนอื่น เราก็ทำกิจกรรมบำบัด ให้เขาได้เล่นเกมสนุกสนาน จากเป็นเด็กขี้อายไม่กล้าเข้าสังคมเขาก็จะกล้ามากขึ้น จากที่ไม่อยากออกไปเรียนข้างนอกก็อยากออกไปเรียน
ปัจจุบันบ้านลูกรักจัดการศึกษาให้เด็กเอง จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร
ตอนแรกเราส่งเด็กไปโรงเรียนในชุมชน แต่มันไม่ไหว เด็กเรามีปัญหาเยอะ บางคนสูบบุหรี่ ขโมยของเพื่อน มีวันหนึ่งเด็กเราขโมยของคุณครูแล้วเอากระเป๋าไปทิ้งลงน้ำ คุณครูก็เรียกรวมหน้าเสาธงแล้วตี เขาก็เรียก “เด็กมูลนิธิๆ” ทีนี้เด็กคนอื่นของเราที่ไม่มีปัญหาก็ไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว เพราะรู้สึกถูกเหมารวม
ตอนนั้นเราอยากกระจายเด็กไปหลายโรงเรียน แต่ก็ไม่ไหว เลยเริ่มมาคิดเรื่องการศึกษาว่า เด็กเขาไม่อยากไปโรงเรียน แต่เราบังคับให้ไปเพราะคิดว่าเขาต้องเรียน ผมเลยเรียกเด็กๆ มาระดมความเห็นกันว่าอยากได้โรงเรียนแบบไหน เด็กบอกว่าอยากให้มีต้นไม้เยอะๆ มีสัตว์เยอะๆ พอดีกับที่ผมได้ที่ดินแปลงปัจจุบันนี้มา ตอนแรกเป็นทุ่งนา เด็กอยากได้โรงเรียนที่มีป่า เราก็ช่วยกันปลูกป่า ปลูกกระต๊อบอยู่กัน เด็กอยากได้สัตว์ก็ลงขันกันไปซื้อกระรอกที่งานเกษตรมาปล่อย 2-3 ตัว เด็กๆ ชอบมาก ทดลองเลี้ยงทั้งกระรอก กระต่าย ไก่ สารพัด ปรากฏว่ารอดแค่กระรอก ตอนนี้มีเยอะมาก เด็กบางคนผมก็ให้ช่วยทำบ้านดิน บ้านที่เป็นของเขาเอง เขาก็เกิดความผูกพัน
ที่จริงการศึกษาไม่ได้มีแค่การนั่งเรียนในห้องเรียน เราทำสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กมีความเมตตา ความสงสาร หรือมีน้ำใจกับเพื่อน สร้างสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้เด็ก เราคิดก่อนว่าอยู่แบบไหนให้เด็กมีความสุข แล้วเราจะทำอย่างไรให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คนไหนไม่ยอมไปโรงเรียนก็มีอาสาสมัครมาช่วยฝึกการเขียนการอ่าน
ตอนนั้นผมเจอเรื่องการศึกษาทางเลือกก็เลยสนใจ พาเด็กๆ ไปนอนกับแม่แอ๊ว (รัชนี ธงไชย – ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก) ที่เมืองกาญจน์ เด็กๆ ได้เล่นน้ำก็ชอบ หลังจากนั้นผมจึงเอาชื่อเด็กๆ ไปฝากไว้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแล้วเราก็มาจัดการศึกษาเองที่ขอนแก่น แต่ต้องกลับไปสอบที่กาญจน์ ทำอยู่เป็นสิบปี เด็กได้วุฒิรุ่นละ 2-5 คน จนเมื่อสี่ปีที่แล้วเราสามารถจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนและออกวุฒิให้เด็กได้
ปัจจุบันเรามีครูประจำสี่คน มีทีมงานแปดคนเป็นพี่เลี้ยง แล้วยังมีครูจิตอาสาอีกแปดคน เป็นครูเกษียณ ครูฝรั่ง และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาช่วยสอนหลังเลิกเรียน ในแต่ละวันจะจัดตารางเรียนให้ภาคเช้าเน้นวิชาการ ภาคบ่ายเน้นปฏิบัติ ดนตรี ศิลปะ

เด็กส่วนใหญ่ก่อนเข้ามาอยู่ที่บ้านลูกรักเขาได้ไปโรงเรียนไหม
มีหลายแบบ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็ไม่เคยไปโรงเรียนเลยจะมาเริ่มเรียนที่นี่ แต่ถ้าเด็กในช่วงชั้นประถมก็จะมาแบบครึ่งๆ กลางๆ บางครั้งเราก็อนุโลมให้เขาเรียนที่โรงเรียนเดิม เพราะบางโรงเรียนมีเด็กน้อยเขาไม่อยากให้เด็กออก เราให้เด็กอยู่กับเราและเรียนกับเรา แต่ไปเอาข้อสอบจากโรงเรียนเดิมมาทำเพื่อให้ได้วุฒิ จนเรามั่นใจว่าเด็กคนนี้จะย้ายมาอยู่กับเราร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงย้ายชื่อเด็กมาอยู่กับเรา บางคนก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะย้ายชื่อ ซึ่งพอคุยกับอาจารย์ที่โรงเรียนเขาก็เข้าใจ เพราะถ้ายังให้อยู่โรงเรียนเดิมจะไม่มีคนดูแลเด็ก
เด็กบางคนที่มีพื้นฐานการเรียนที่ดีจากโรงเรียน พอมาอยู่กับเราเขาจะมีบทบาทมากขึ้น เช่น พาเพื่อนทำการบ้าน สอนการบ้านเพื่อน ให้เขาได้ใช้ความสามารถช่วยคุณครู
ยังมีเด็กที่ถูกส่งไปโรงเรียนข้างนอกอยู่ไหม แบ่งอย่างไรว่าเด็กคนไหนควรเรียนที่ศูนย์การเรียนบ้านลูกรัก เด็กคนไหนควรออกไปเรียนโรงเรียนข้างนอก
มีเด็กที่เรียนข้างนอกครับ เด็กบางคนอยากไปเรียนข้างนอก เพราะเห็นเด็กข้างนอกไปโรงเรียนทุกวัน เขาอยากแต่งชุดนักเรียนไปโรงเรียนเหมือนเพื่อน เราก็จะดูว่าถ้าความประพฤติโอเค ไปข้างนอกแล้วไม่เถลไถล เราก็ส่งเข้าโรงเรียน บางคนไปโรงเรียน 1-2 ปีแล้วอยากกลับมาเรียนที่ศูนย์ฯ ก็มี แต่ถ้าเด็กขึ้นชั้นมัธยมฯ ผมจะพยายามสนับสนุนให้เขาไปเรียนข้างนอก จะได้มีสังคม มีเพื่อน บางคนไม่อยากออกไปเลยนะ ก็ต้องผลักดัน ไม่งั้นเขาจะไม่กล้า ถ้าเด็กอยู่ในเซฟโซนตลอด ไม่กล้าเผชิญข้างนอก จะยากตอนอายุ 17-18
เด็กที่ได้ไปเรียนข้างนอกเขาจะกลับมาเล่าให้น้องๆ ฟัง เขาจะเปรียบเทียบกันเองว่า เรียนข้างนอกดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ภาคปฏิบัติไม่สู้เราหรอก “วิชาเกษตรอยู่นี่เราได้ทำเป็นแปลง เขาได้ปลูกแค่ถั่วงอก” หรือไม่ก็ “ใครอ่านหนังสือไม่ออกอย่าไปเรียนข้างนอกเด็ดขาด เดี๋ยวอายเพื่อน” (หัวเราะ) บางครั้งก็มีเพื่อนจากข้างนอกมาเล่น เราก็เปิดให้เขาได้เรียนรู้
การจัดการศึกษาเองมีอุปสรรคใหญ่คืออะไร
สำคัญที่ว่าเราจะกระตุ้นเด็กอย่างไร เด็กข้างนอกที่ไปโรงเรียนเขาต้องตื่นแต่เช้า รีบออกไปเรียน มีคุณครู มีเข้าแถว เย็นกลับบ้านมาทำการบ้าน แต่ที่บ้านลูกรักคือบ้านกับโรงเรียนอยู่ที่เดียวกัน เด็กจะแยกแยะไม่ออก ถึงเวลาเข้าแถวแล้วเด็กก็ยังไม่รีบ ไม่รู้ว่าเด็กไปเล่นอยู่มุมไหน ยิ่งช่วงน้ำขึ้นบางคนก็หายไปตกปลา บางคนก็ไปขอเลี้ยงไก่ชนกับบ้านข้างๆ เราเห็นเด็กมีความสุขก็ดีนะ แต่ต้องสอนให้เขารู้เรื่องระเบียบหน่อย
ช่วงแรกผมก็คิดนะว่าชอบให้เด็กอยู่กับธรรมชาติ เป็นอุดมการณ์ของเรา เด็กของเราเก่ง ขึ้นต้นไม้ได้ แข็งแรง แต่ไม่ชอบใส่รองเท้า บางทีคนข้างนอกมาเห็นเด็กตัวมอมแมมก็อาจสงสัยว่าเด็กได้เรียนจริงไหม (ยิ้ม) มันเหลื่อมกันนิดเดียวว่าเด็กเป็นอิสระหรือปล่อยปละละเลย การจัดการศึกษาจึงยากเรื่องระเบียบวินัย ถึงเวลาเอาจริงก็ต้องเอาจริง ไม่ใช่เล่นตลอด
บางครั้งพาไปดูหนังเรื่องคนยิงธนู กลับมาก็เหลาไม้ยิงกันถึง 2-3 ทุ่ม ไม่หลับไม่นอน (หัวเราะ) บางครั้งมีคุณครูจิตอาสาพาไปดูหนังข้างนอก กว่าจะออกไปได้เรื่องใหญ่เลย ต้องหารองเท้ากันใหม่หมด เวลาดูหนังสนุกก็จะสนุกเกินพอดี ต้องกำชับเรื่องมารยาท แต่บางครั้งก็มารยาทดีเกิน เจอคนขายล็อตเตอรีก็ไปตามไหว้เขา “สวัสดีครับ” หรือไปเดินงานขายของ เขาบอกให้ชิมอาหารฟรี ก็ไปตามเพื่อนมารุมกันว่าตรงนี้ฟรี บางเรื่องเวลาไปข้างนอกแล้วเขาไม่เข้าใจก็ต้องให้ค่อยๆ เรียนรู้ไป

เกณฑ์ประเมินทางการศึกษาเป็นอย่างไร การฝึกงานอยู่ในหลักสูตรด้วยไหม
การเรียนเราต้องเอาหลักสูตรเป็นหลัก แต่ยืดหยุ่นได้ เช่นอยู่ประถมชั้นปีนี้ต้องบวกลบคูณหารได้แล้ว แต่วิธีการสอนมีได้หลากหลาย ถ้ายังอ่อนอยู่ก็สอนเสริมให้ แต่สิ่งที่เราสอนนั้นค่อนข้างมากกว่าหลักสูตรอยู่แล้ว ข้อดีของเราคือยืดหยุ่นและมีเวลาค่อนข้างเยอะ
ส่วนเรื่องการฝึกงาน ฝึกอาชีพ บางเรื่องอยู่ในหลักสูตร แต่ส่วนใหญ่เราสอนเพิ่มเติมให้เขา โดยมากจะใช้วิธีเวียนฐาน เช่น เรามีแปดฐานจะค่อยๆ ให้เขาเวียนไปลองทำร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้ามือสอง ฝึกงานที่ออฟฟิศ ลงพื้นที่กับพี่ๆ ฯลฯ
นอกจากนี้เรายังเป็นที่ฝึกงานของเด็กที่กำลังจะออกจากสถานสงเคราะห์ของรัฐ อายุ 16-17 แล้วต้องส่งไปฝึกงาน แต่บางรายไม่มีครอบครัว เขาก็ไม่รู้จะส่งไปที่ไหน มูลนิธิเรามีทั้งที่เรียน ที่ฝึกอาชีพ ค่อนข้างยืดหยุ่น เคสไหนเราพอรับได้ก็จะรับ
พอเด็กขึ้นชั้นมัธยมฯ แล้วออกไปเรียนโรงเรียนข้างนอกเขาต้องปรับตัวเยอะไหม
การไปเรียนโรงเรียนข้างนอกต้องมีระเบียบวินัย ต้องจัดการตัวเองให้ได้ ดูแลตัวเองได้เรื่องเสื้อผ้า รองเท้า การเดินทาง กลับให้ตรงเวลา กลุ่มที่อยากออกไปเรียนข้างนอกส่วนมากจะปรับตัวไม่ค่อยยาก เขาเรียนรู้จากเพื่อนๆ ที่ออกไปเรียนก่อนหน้า หรือไม่ก็เป็นเด็กที่เคยเรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว เมื่อตัวเด็กเป็นคนต้องการที่จะไปเรียนข้างนอก เขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจะเจออะไร ก็ปรับตัวไม่ยาก
พอเรียนในโรงเรียนร่วมกับเด็กอื่นๆ ข้างนอก ยังเจอปัญหาแบบในอดีตที่ถูกมองอย่างเหมารวมว่าเป็นเด็กมูลนิธิไหม
ก็มีนะ บางคนก็อายที่อยู่ที่นี่ มีคนหนึ่งเรียนอาชีวะ ผมก็แปลกใจว่าทำไมเวลารถโรงเรียนมาส่งจึงไม่จอดหน้ามูลนิธิ แต่จอดเลยไปหน่อย เด็กไปบอกคนอื่นว่าบ้านอยู่ในซอย เขาไม่อยากให้รู้ว่าอยู่มูลนิธิ เราก็ต้องสอน ให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ว่าเวลาที่เขาไม่ยอมรับความจริงแล้วมันทุกข์หรืออึดอัดอย่างไร พูดคุยกันว่าเขามีความกลัวเรื่องอะไร กลัวเพื่อนว่าใช่ไหม ผมก็บอกให้เขาลองกล้าเผชิญความจริง ลองเปิดใจกับเพื่อนหรือครูบางคนก่อน พอเขาไม่ต้องปกปิดเขาก็โล่ง ไม่รู้สึกอึดอัดหรืออาย ส่วนมากเด็กวัยมัธยมปลายจะเริ่มอาย ไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่าอยู่มูลนิธิ
นี่คือเหตุผลที่ผมตั้งชื่อที่นี่ว่า ‘บ้านลูกรัก’ เมื่อก่อน พม. พยายามให้เราจดทะเบียนเป็นสถานสงเคราะห์ เราก็ขอเลื่อนมาหลายปี เพราะลูกๆ ของเราเขาไม่อยากอยู่ในสถานสงเคราะห์ เขามีภาพว่ามันเป็นแหล่งรวมปัญหา แหล่งเด็กเกเร ถูกทอดทิ้ง ตอนเขาเป็นเด็กเร่ร่อนเวลาได้ยินว่า “สงเคราะห์มาแล้วๆ” เขาก็จะวิ่งหนี กลัวโดนจับ เมื่อผมทำมูลนิธิจึงเรียกที่นี่ว่า ‘บ้าน’ ให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่ใช่สิ่งแปลกแยก ไม่ใช่เด็กมีปัญหา ถูกเอามาทิ้งไว้ ผมจึงไม่จดทะเบียนเป็นสถานสงเคราะห์อยู่หลายปีเลย จนเขามาบังคับแล้วว่าต้องจด ไม่อย่างนั้นจะดำเนินการต่อไม่ได้ เราจึงต้องจด แต่ก็ทำเหมือนปกติ เด็กอยากออกไปข้างนอก เราก็ให้ออก เด็กไปซื้อกับข้าว จ่ายตลาด ขึ้นรถโดยสาร ขี่มอ’ไซค์ ไปงานบวช งานวัด ทำให้เขารู้สึกว่าอยู่อย่างปกติเหมือนคนอื่นในชุมชน ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นแหล่งเด็กกำพร้า ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นที่ที่มีปัญหา
เมื่อก่อนเวลาเด็กเราเดินเข้าไปในชุมชน พอมีคนรองเท้าหายเขาก็จะมาว่าเด็กเรา เราก็พยายามพาเด็กไปช่วยงานวัด ช่วงไหนของเราเหลือเยอะก็ไปจัดโรงทาน ให้เด็กรู้สึกว่าเขาเองก็เป็นผู้ให้ เขาเป็นคนในชุมชน ให้รู้สึกว่าบ้านเขาก็มีพอเหมือนคนอื่น เราจัดตลาดทุกวันเสาร์แรกของเดือนและให้เด็กมีการแสดง คนในชุมชนก็รู้สึกว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้มีแต่พวกขี้ขโมย เด็กน่ารักก็มี ให้เขาเห็นศักยภาพของเด็ก
ฉะนั้น เด็กที่ออกไปเรียนข้างนอกจะรู้สึกเป็นคนธรรมดาทั่วไป เลิกเรียนตอนเย็นก็กลับบ้าน แรกๆ เขาอาจระแวงว่าถูกคนมองหรือซุบซิบนินทา แต่พอเขาได้เข้าสังคม มีเพื่อนข้างนอก เขาก็เริ่มมีความมั่นใจ บางครั้งเด็กเราก็ไปเล่นบ้านเพื่อนข้างนอก บางครั้งก็ชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านเรา แล้วให้พาพ่อแม่เขามาด้วย เขาจะได้รู้ว่าที่นี่ปกติ ไม่ใช่มีแต่เด็กมีปัญหา

หากเทียบระหว่างการออกไปเรียนที่โรงเรียนข้างนอกกับการเรียนที่ศูนย์การเรียนบ้านลูกรักส่งผลต่อพัฒนาการเด็กแค่ไหน
เด็กที่ไปเรียนข้างนอกจะกล้าพูด เข้าสังคมได้ดี อ่านออกเขียนได้ค่อนข้างเก่ง แต่ไม่กล้าทำงานหนัก ส่วนการเรียนที่บ้านลูกรักจะเก่งภาคปฏิบัติกว่า กล้าเปื้อน กล้าลุย สู้ชีวิต เห็นชัดเลย แต่เรื่องวิชาการอาจแพ้ข้างนอก ขี้อาย พรีเซนต์งานไม่เป็นระบบ
เรื่องที่เห็นชัดเจนคือทักษะด้านอารมณ์ เด็กที่เรียนข้างนอกบางคนจะคิดมาก เปราะบาง ได้เกรด 3 กว่าก็หนักใจมาก แต่เด็กที่โตมาจากศูนย์การเรียนของเราได้เกรด 2 กว่าแล้วเขาดีใจ ไม่มีอะไรทำให้เขาซีเรียสได้ หรือบางครั้งเขาดูข่าวเห็นเด็กที่เครียดกับชีวิต นอนไม่หลับ เศร้า แล้วเขาก็คุยกันเองว่า “โอ๊ย ไม่เหมือนเรานะ เรื่องนี้มันเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก” มันเหมือนคนละโลกเลยนะ เด็กๆ ของเรามีภูมิคุ้มกันที่แกร่ง อาจเพราะชีวิตที่ขาดบางด้านทำให้เกิดมุมมองว่าเขาต้องต่อสู้และเห็นสิ่งที่มีว่ามีแค่นี้ก็ดีแล้ว
บ้านลูกรักมีเป้าหมายทางการศึกษาอย่างไร เช่นที่บางโรงเรียนอาจต้องการสร้างเด็กเก่งวิชาการหรือเด็กเก่งกีฬา
พึ่งตนเองได้ เมื่อมีครอบครัวก็ขอให้มั่นคง เจออุปสรรคแล้วสามารถแก้ปัญหาฟันฝ่าไปได้ และเป็นพลเมืองดีของสังคม มีหลายคนถามว่าเด็กจบที่นี่แล้วไปทำงานอะไรบ้าง เราไม่มีเด็กที่ไปเป็นหมอหรือวิศวกร มีแค่ทำงานโรงงาน ผู้ช่วยพยาบาล ร้านเสริมสวย พนักงานเสิร์ฟ ร้านล้างรถ ช่างต่างๆ เราพอใจแล้ว เขาไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม มีครอบครัวก็เลี้ยงกันพอไปรอด ไม่ถึงกับต้องดีเด่น
ไม่รู้ว่านี่เป็นจุดอ่อนของเราหรือเปล่า เราไม่ได้คาดหวังเด็กเรียนจบมาทำงานตำแหน่งสูง แต่ทุกคนมีงานทำ สามารถช่วยตนเองได้ ไม่เป็นภาระใคร
ส่วนตัวคุณเอง หลักคิดสำคัญในงานที่ทำอยู่คืออะไร
ผมต้องการให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ จะเน้นสอนให้เห็นคุณค่าของสิ่งของ เห็นคุณค่าของผู้คน เกรงใจ รู้บุญคุณ ผมสอนตลอดว่าสิ่งของที่ผู้คนเอามาให้เรานั้นกว่าจะได้มาไม่ใช่เรื่องง่าย ทำอย่างไรจึงจะเห็นคุณค่า แล้วสิ่งที่ผู้คนคาดหวังจากเราคืออะไร ให้เราเป็นคนดี ไปทำงานที่ไหนก็ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน พึ่งตนเองให้ได้ แต่จะมีหนึ่งในสิบหรือหนึ่งในร้อยที่เมื่อมีโอกาสแล้วอยากกลับมาช่วยเหลือน้องหรือช่วยเหลือสังคมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่นี่มีห้องเรียนผู้รับใช้สังคม เราจะสอนกลุ่มเด็กโตคนที่มีแววชอบทำงานเพื่อคนอื่นว่า ยิ่งเราทำงานหนัก ยิ่งรับใช้ผู้อื่น เรายิ่งได้กำไร ได้กัลยาณมิตร ได้มีความสุขทางใจ เด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กโตที่เราพอคาดหวังได้ว่าเขาจะมาสืบทอดทำงานต่อจากเราหรือเรียนรู้ที่จะทำงานเพื่อสังคม

ก่อนที่เด็กจะเข้ามาอยู่ที่นี่เขาเจอปัญหาบางรูปแบบมา พอเขาเติบโตจนออกไป คุณมีความคาดหวังไหมว่าเขาควรเป็นอย่างไร
เมื่อก่อนคาดหวังเยอะ พอคาดหวังก็ผิดหวัง จนมาเข้าใจเรื่องการศึกษา การศึกษาไม่ใช่การสอนคนให้ปรับเปลี่ยน เพราะเมื่อก่อนผมจะเน้นการสอน สอนไปเขารู้หมด แต่ไม่เปลี่ยน ช่วงหลังเรามาจัดระบบ จัดสิ่งแวดล้อม จัดตัวกระตุ้น ก็เห็นชัดว่าเด็กแต่ละคนจะเปลี่ยนไปได้ต้องเริ่มจากตัวเขาเอง เขาจะเปลี่ยนเมื่อถึงเวลา โดยที่เราเอาตัวเลือกดีๆ ไปให้เขาเห็นเยอะๆ แล้วเขาจะเลือกอะไรก็ขึ้นอยู่กับเขา
เมื่อก่อนเด็กผู้หญิงของเราหนีตามเด็กผู้ชายไป เราก็จะไปเป็นผู้ใหญ่หมั้นหมายให้เขา เขาบอก “ไม่อยากให้พ่อมายุ่งเรื่องของหนู” เราก็คอตกกลับมา ผมคาดหวังน้อยลง การศึกษาที่เราทำก็จะมองว่าต้องใช้อะไรเป็นตัวกระตุ้น บางคนชอบเรื่องค้าขายก็ฝากร้านค้าไปฝึก กระตุ้นจุดที่เขาสนใจ แล้วเขาจะใฝ่และเปลี่ยนเองจากภายใน
การศึกษาของเราไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เด็กบางคนชอบเรื่องทางวัด เราก็พาไปอยู่กับหลวงพ่อที่เข้าใจในเรื่องเด็ก พาไปฝากคนนั้นคนนี้ให้เด็กได้เรียนรู้
หลังจากที่เราจดทะเบียนสถานสงเคราะห์ทำให้ต้องประชุมกับเครือข่ายของ พม. และเห็นว่าบ้านพักเด็กต่างๆ ปกป้องเด็กเกินไป เด็กบางคนอยู่บ้านพักเจ็ดปี ผู้ใหญ่ก็บอกว่าต้องปกป้องเพื่อความปลอดภัยของเขา ทำให้เขาไม่ได้เห็นอะไรภายนอกเลย ทั้งที่เด็กวัยนี้เขามีความสุขมากถ้าได้ไปเดินตลาดแล้วเห็นกบเขียด เห็นแม่ค้าขายของ เห็นพ่อแม่จับมือลูกเดิน ความสุขต้องเป็นไปตามวัย แต่รัฐไปปิดหูปิดตาเขาหมด การปกป้องกลายเป็นการปิดกั้นจินตนาการเด็ก แล้วพออายุ 17-18 เด็กต้องออกจากสถานสงเคราะห์ของรัฐแต่เขาทำอะไรไม่เป็นเลย มีเด็กมาอยู่กับเราแล้วทำอาหารไม่เป็น ให้ไปเก็บโหระพาก็ไปเก็บแมงลักมา นั่งรอแต่เวลาออดดังให้มากินข้าว ทักษะชีวิตหายไปค่อนข้างเยอะ แต่อยู่กับเราสักพักเขาก็กระตือรือร้นขึ้น มีเชาวน์ปัญญาเพิ่มขึ้น ต้องให้เขาได้ฟื้นฟู แล้วธรรมชาติจะดึงเชาว์ปัญญาออกมาเอง ฉะนั้นต้องระวังว่าการศึกษาที่ปรารถนาดีจะไปปิดกั้นเด็ก
การศึกษาในระบบโรงเรียนส่งผลให้เด็กอยากออกจากระบบหรือหลุดออกจากระบบไหม การศึกษาควรปรับตัวอย่างไรให้โอบรับเด็กได้มากกว่านี้
มองระบบการศึกษาแล้วก็เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง พ่อแม่ยัดเยียดให้ลูกต้องอยู่โรงเรียนดีๆ ในพื้นที่ที่จำกัดแออัด มันผิดธรรมชาติไปเยอะเลย เกณฑ์ต่างๆ ที่สร้างขึ้นก็เป็นความทุกข์ น่าเห็นใจเด็กมาก
ที่บ้านลูกรักมีเด็กจำนวนหนึ่งที่พ่อแม่พามาทำกิจกรรมเพื่อเก็บภาพเข้าพอร์ตโฟลิโอ เด็กต้องทำความดีสร้างภาพ จับไม้กวาดถ่ายภาพ ยังไม่สะอาดเลยก็เปลี่ยนไปอุ้มเด็กเล็กถ่ายภาพใหม่ นี่คือการปลูกฝังให้เด็กต้องสร้างภาพ ปลูกฝังวิธีการอยู่ในสังคมของเขา หน่วยงานต่างๆ ก็เน้นสร้างภาพ ให้ผู้ใหญ่มาเปิดงาน คนไปวิ่งต้อนรับก็ประสบความสำเร็จในการงาน สังคมเราจะทำให้เด็กขาดความจริงใจ
เรื่องสำคัญที่ผมมองคือ การศึกษาอย่าใช้คำว่า ‘มาตรฐาน’ เพราะหมายความว่าเราเอาแค่มาตรฐานตัวใดตัวหนึ่งไปจับ แสดงว่าต้องมีคนตกมาตรฐาน แล้วเราก็ไปดูถูกว่าคนนี้ไม่ได้มาตรฐาน แต่ชีวิตมนุษย์มีหลากหลายเรื่องราว หลากหลายมิติ ชีวิตมนุษย์มีค่า ทำอย่างไรที่การศึกษาจะทำให้ทุกคนมีคุณค่า มีความหลากหลาย เกิดความงามในแต่ละคน
ภาพอุดมคติของปัญหาที่บ้านลูกรักรับมือคือไม่ควรมีเด็กคนใดต้องออกจากบ้านตัวเองเลย ทำอย่างไรปัญหานี้จึงจะดีขึ้น ครอบครัว ชุมชน หรือภาครัฐสามารถทำอะไรได้ดีกว่านี้ไหม
ตอนนี้สังคมมีภาพความสำเร็จว่าคือการมีฐานะดี มีบ้าน การงานดี ความเป็นอยู่ดี แล้วคิดกันไปว่าการจะมีความสุขหรือมีคนอื่นยอมรับจะต้องเป็นไปตามนั้น คนไม่ค่อยยอมรับกันว่าความสุขที่แท้จริงคือการมีครอบครัวอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องมีเงินเยอะ แต่สามารถเลี้ยงชีพได้ ทำให้คนต้องดิ้นรน หลายครอบครัวที่มีปัญหาจนเด็กถูกส่งมาถึงเรา พอไปดูดีๆ บางครั้งเขามีฐานะดีกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาไม่มีความสุข เพราะภาพความสำเร็จของเขาคือการออกจากบ้านไปหาเงิน บางคนค้ายาบ้าเพื่อให้มีเงินส่งลูกไปเรียนในเมือง พาลูกไปกินร้านอาหารดีๆ
สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการทำงานใกล้บ้านและได้ดูแลลูก แต่คนไม่ค่อยมองเรื่องนี้ ทิ้งลูกไว้กับยายบ้าง ครอบครัวแยกทางกันไม่มีคนเลี้ยงเด็กบ้าง มันเปราะบางมาก
เมื่อเด็กหลุดออกจากครอบครัวแล้ว ชุมชนก็ต้องมีศักยภาพที่จะดูแลเด็ก กระทั่ง อบต. ที่อยู่ไกลเมืองก็ยังมีทรัพยากรเยอะมาก แต่ผมแปลกใจว่าบางครั้งมี อบต. ไกลๆ พาเด็กในชุมชนมาฝากที่นี่ ทั้งที่ถ้ากลับไปย้อนดูในชุมชนเขามีทรัพยากรมากมายที่จะดูแลลูกหลานได้โดยไม่ให้เขาหลุดออกมาไกลขนาดนี้ เพียงแต่ว่าเราต้องไปสนับสนุนบางครอบครัว ชุมชนต้องช่วยกันดูแล อย่าคิดว่าตัวเองดูแลไม่ได้ ขาดความมั่นใจในตนเอง คิดแต่ว่าต้องเอาเด็กไปฝากกับหน่วยงานรัฐ
บางครั้งครอบครัวอาจแตกแยก แต่เด็กยังมาโรงเรียน คุณครูจะทำอย่างไรให้เด็กไม่ออกนอกระบบ ทุกวันนี้พอคนอื่นแตกร้าว แทนที่สังคมจะมาช่วยกันแต่กลับนินทาซ้ำเติม ครอบครัวแยกทางเป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณต้องรับผิดชอบลูก ทุกวันนี้พอลูกสาวตัวเองท้องแล้วคลอดก็เอาหลานไปฝากไกลๆ เพราะกลัวเป็นขี้ปากชาวบ้าน แต่นึกถึงความรู้สึกของเด็กที่ต้องห่างแม่ไหม เด็กไม่ได้นอนกับแม่ มันขาดไปหมดเลย จะมาหาทางเติมให้ตอนอายุ 14-15 ก็ไม่ทันแล้ว ความรักของแม่ที่ลูกควรได้รับมันหายไป
ทุกวันนี้นอกจากดูแลเด็กแล้วผมก็ทำบ้านแม่และเด็กไว้ที่บ้านลูกรักด้วย เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่ให้แม่กลับมานอนกับลูกเมื่อว่างจากงาน อาจจะอาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง เราไม่สามารถกลับไปแก้ที่ชุมชนได้ แต่นี่คือสิ่งที่เราพอจะทำได้บ้าง เพื่อที่สายสัมพันธ์แม่ลูกจะได้ไม่ขาด การศึกษาจะเสริมเรื่องทักษะชีวิตและสร้างการเรียนรู้ แต่เรื่องความรู้สึกมันเสริมไม่ได้
การมีปัญหาครอบครัวหรือลูกสาวตั้งท้องไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เราแก้กันในชุมชนได้ แต่ถ้าเราถือว่าเป็นเรื่องผิดพลาด น่าละอาย แล้วกลบไว้ มันก็จะไปโผล่ที่อื่นและเป็นปัญหาที่ยากกว่าเดิม ชุมชนต้องเรียนรู้และแก้ไข เราต้องปลูกฝังกันว่าลูกหลานเกิดมาชีวิตหนึ่งมีค่ามาก เหมือนของขวัญที่มาเกิดกับเรา
เด็กแต่ละคนที่มีคนพามาหาผมจะไม่ค่อยซักประวัติ แต่จะแสดงออกก่อนเลยว่าเรายินดีต้อนรับเขา ไม่ให้เขารู้สึกว่าไปไหนก็ไม่มีคนเอา โดนรังเกียจ ผมจึงปลูกฝังเด็กทุกคนที่นี่ว่าเราต้องยินดีต้อนรับเพื่อนทุกคนที่เข้ามา
ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world