เทคนิคเครื่องจักรกลเกษตร – ธุรกิจดิจิทัล 2 สาขา ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ ผลักดันเยาวชนกำแพงเพชรสู่โอกาสการทำงานตรงสาย รายได้สูง

เทคนิคเครื่องจักรกลเกษตร – ธุรกิจดิจิทัล 2 สาขา ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ ผลักดันเยาวชนกำแพงเพชรสู่โอกาสการทำงานตรงสาย รายได้สูง

▪️กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ภาคเกษตรขนาดใหญ่ ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมน้ำตาลที่สำคัญของประเทศไทย มีรายได้จากภาคอุตสาหกรรม การค้า บริการ และเกษตรกรรม ติดท็อบ 2 ของภาคเหนือ

▪️ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็น SMEs  ต้องการแรงงานมัลติสกิล (Multi Skills) มากกว่า แรงงานเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Expert)  โดยเฉพาะช่างฝีมือที่มีทักษะในด้าน “เทคนิคเครื่องจักรกลเกษตร” และ “ธุรกิจดิจิทัล”

▪️ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ใช้เวลาเรียนต่อ ปวส. 2 ปี ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาภักดีพณิชยการและเทคโนโลยี จะช่วยฝึกฝนทักษะอาชีพระดับสูง สะสมประสบการณ์ให้ชำนาญ ช่วยลดเวลาเทรนงาน (on the job training) ให้กับสถานประกอบการ โดยที่ผู้เรียนสามารถทำงานได้ต่อเนื่องทันทีหลังเรียนจบ

ดร.ธิติ มหบุญพาชัย ประธานหอการค้าจังหวัดกำแพงเพชร เล่าถึงโจทย์สำคัญ ที่ทำให้หอการค้าจังหวัดกำแพงเพชร ลุกขึ้นมาจับมือกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพระดับจังหวัดภายใต้โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2568 

“หอการค้าจังหวัด มีหน้าที่ทำให้เศรษฐกิจในกำแพงเพชรดีขึ้น เราได้พิจารณาในรายละเอียด พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นภาค SMEs แต่พอมาดูตัวเลขประชากร สิ่งที่น่ากังวลมาก ๆ เลยสำหรับจังหวัดกำแพงเพชร คือจำนวนประชากรลดลงอย่างน่าใจหาย จากเคยมีเด็กเกิดปีละ 12,000 คน ลดลงมาเหลือ 8,000 คน ปัจจุบันเหลือ 4,000 บาทต่อปี จังหวัดกำแพงเพชรเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์”

ดร.ธิติ บอกว่าจำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงจากปีละ 12,000 คน เหลือเพียง 4,000 คนในปัจจุบัน คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หอการค้าจังหวัด ต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล และเริ่มพูดคุยกันว่าจะมีมาตรการหรือแนวทางใดบ้าง ที่จะมาช่วยดูแลแก้ไขปัญหานี้ โดยมองว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. ซึ่งมุ่งเป้าหมายพัฒนากำลังคนสายอาชีพโดยสร้างโอกาสให้เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือขาดโอกาสในจังหวัด จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ ทั้งด้านเศรษฐกิจครัวเรือน ลดการเคลื่อนย้ายกำลังแรงงาน และผู้ประกอบการได้กำลังคนที่มีทักษะตอบโจทย์ความต้องการ

“กำแพงเพชร เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ภาคเกษตรขนาดใหญ่ ปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ประกอบกับเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมน้ำตาลสำคัญของประเทศ มีรายได้ต่อประชากรเป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือตอนล่าง และเป็นจังหวัดอันดับ 2 ของภาคเหนือ ที่มีรายได้มาจากภาคอุตสาหกรรม การค้า บริการ และเกษตรกรรม จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องการแรงงานที่มีมัลติสกิล (Multi Skills) เพราะไม่มีกำลังจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Expert) ต้องการทรัพยากรบุคคลเพื่อป้อนตลาดแรงงานเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังขาดศักยภาพในการผลิตบุคลากรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของจังหวัด”

ประธานหอการค้าจังหวัดกำแพงเพชร ย้ำว่า “ภาคการเกษตรในจังหวัด ต้องการช่างที่มีทักษะฝีมือแรงงานสูงมาก เรียกว่าสูงพอ ๆ กับความต้องการคนขับเครื่องบินหรือนักบิน เราเคยใช้แรงงานที่มีวุฒิการศึกษาเพียงแค่ชั้น ม.3 หรือ ม.6 เข้ามาทำงาน แล้วให้เรียนรู้การทำงานโดยใช้ประสบการณ์ กว่าที่แต่ละคนจะทำงานได้จริงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นอกจากประชากรจังหวัดเราจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว เด็กที่จบ ม. 6 ยังถูกจังหวัดอื่นแย่งทรัพยากรบุคคลไปทำงานอีก ถ้าวันนี้เราไม่เตรียมความพร้อมเรื่องนี้ สถานประกอบการในจังหวัดเราจะอยู่ได้อย่างไร”

ดร.ธิติ มหบุญพาชัย

หอการค้าจังหวัดกำแพงเพชร เชื่อมั่น แนวคิดพัฒนากำลังคนสายอาชีพตามความต้องการของจังหวัด ตอบโจทย์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้

ประธานหอการค้าจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวต่อไปว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อพัฒนากำลังคนสายอาชีพตามความต้องการของจังหวัด น่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีมาก เพราะเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนในจังหวัด เข้าเรียนต่อในสาขาเทคนิคเครื่องจักรกลเกษตร และสาขางานธุรกิจดิจิทัล  ซึ่งเป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ เรียนต่ออีกเพียงแค่ 2 ปีหลังจบ ม.6/ปวช.3 ก็สามารถออกมาทำงานในสถานประกอบการที่ช่วยออกแบบหลักสูตรการศึกษาได้   โครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ค่าสูญเสียด้านโอกาสลดน้อยลงอีกด้วย 

“หากอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดรายได้หลักของจังหวัดอยู่ได้ SMEs อื่น ๆ ของจังหวัดซึ่งต้องการคนที่มีมัลติสกิลเข้ามาทำงานก็จะอยู่ได้ หากภาคส่วนตรงนี้มีความเข้มแข็ง จังหวัดก็จะมีโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาจังหวัดได้

“หากโครงการนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ตามความถนัดและศักยภาพของตนเอง ส่งเสริมให้เยาวชนจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยให้เป็นแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงหรือตรงตามความต้องการของสถานประกอบการในแต่ละพื้นที่ได้ เราก็จะได้อีกโมเดลหนึ่งที่จะมาช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของสถานประกอบการว่า โครงการ CSR หรือ โครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือการนำเงินไปบริจาค กำลังมีช่องทางในการช่วยเหลือสังคม ที่มากกว่าแนวทางที่เคยมี เป็นโครงการที่ทำให้สถานประกอบการต่าง ๆ มีโอกาสได้เข้าไปร่วมจัดการศึกษาจริง ๆ แล้วก็สร้างคนขึ้นมาจริง ๆ โดยในอนาคตการเดินหน้าเรื่องนี้จะมีผลลัพธ์ที่สามารถแก้โจทย์ปัญหาที่แต่ละจังหวัดตั้งไว้ได้ จึงอยากจะทำให้เรื่องนี้สำเร็จ แล้วก็ให้เกิดอิมแพคไปทั่วประเทศ”