“ช่วงที่ครอบครัวเริ่มมีปัญหา ไม่มีเงินส่งให้เราเรียน ไม่ได้บอกเพื่อนเลย ไม่มีใครให้คุยได้ด้วยซ้ำ กับครอบครัวก็ไม่ได้คุย เพราะไม่อยากให้พ่อแม่เครียด ได้แต่อดทนไว้ และบอกตัวเองเสมอว่า ชีวิตฉันไม่ได้แย่แค่วันนี้หรอก สักวันมันจะต้องดี เหมือนดอกไม้ เมื่อถึงฤดูกาลของเรา มันจะต้องผลิบาน แม้ว่าจะช้ากว่าคนอื่น แต่เราเชื่อว่าฤดูของเราต้องมาถึง” และในที่สุดฤดูกาลผลิบานของ แพรว-ปารียา ทองศฤงคลี ก็มาถึง จากเด็กหญิงที่ต้องดิ้นรนทำงานส่งเสียตัวเองเรียนและดูแลครอบครัวตั้งแต่มัธยมปลาย เด็กที่ไม่เคยกล้าคิดกล้าฝันว่าจะมีวันได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยเช่นเพื่อนคนอื่น วันนี้เธอได้รับโอกาสทางการศึกษาใน โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และได้ทำงานในวิชาชีพ ‘ผู้ช่วยพยาบาล’ สะพานเชื่อมต่อการเรียนรู้ ที่ผลักดันให้เธอเตรียมคว้าปริญญาตรีใบแรกจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้สำเร็จ

โชคชะตาที่พลิกผัน เกือบดับฝันการศึกษา
“หนูเป็นเด็กกำพร้านะ” แพรวเริ่มเล่าถึงเส้นทางชีวิตในชีวิตเธอ
“คุณพ่อและคุณแม่ที่เลี้ยงดูเรามาเป็นพ่อแม่บุญธรรม กว่าจะรู้ความจริงก็ช่วงชั้นประถม เพราะไปเห็นว่าชื่อพ่อแม่ของเราในทะเบียนบ้านเป็นชื่อคนอื่น ตอนนั้นถามคุณแม่ ท่านบอกแบบปลอบใจว่า เราแค่ไปอาศัยคนอื่นเขามาเกิด และเล่าว่าเราเป็นลูกของคนรู้จัก แม่แท้ ๆ ติดคุกในคดีครอบครองยาเสพติด และคลอดเราตั้งแต่อยู่ในคุก เราถูกชุบชีวิตมาจากพ่อแม่บุญธรรม”
แพรวได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่บุญธรรมอย่างดี เธอได้เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนมงคลวิจิตรวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน และเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง เส้นทางชีวิตเหมือนเป็นไปด้วยดี กระทั่งต้องมาพบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
“ตอนที่พ่อแม่รับเรามาเลี้ยงท่านอายุมากแล้ว ประมาณ 45 ปี พอเราอายุ 15 ปี พ่อเกษียณพอดี ซึ่งตอนนั้นครอบครัวจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครนายก ซึ่งพ่อใช้เงินเกษียณไปกับการซื้อบ้านและที่ดิน ทำให้ไม่เหลือเงินสำรองในการใช้ชีวิต และไม่มีเงินพอที่จะส่งเสียให้เราเรียนต่อ”
แม้ความหวังในเส้นทางการศึกษาจะริบหรี่ลง แต่แพรวกลับไม่เคยคิดหันหลังให้การศึกษา และพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เรียนต่อ
“เราไม่เคยหมดหวังกับการศึกษาเลย เพราะการที่เรามีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้ความรู้ทั้งนั้น เราจึงรักและให้ความสำคัญต่อการเรียนมาก ๆ พอรู้ว่าครอบครัวมีปัญหาการเงิน ก็รู้สึกว่าทำยังไงถึงจะได้เรียน ตอนนั้นสอบเข้าเรียนมัธยมปลายได้ที่โรงเรียนบ้านนานายกพิทยากร จังหวัดนครนายก ต้องจ่ายค่าเทอม 1,500 บาท เราคิดว่าจ่ายไหวแน่นอน ก็บอกพ่อแม่ว่าไม่ต้องห่วง และเริ่มหางานทำเพื่อให้มีจ่ายค่าเทอมและมีเงินไปเรียน
“ทำทุกอย่างทั้งให้แม่ทำขนมและกับข้าวไปขายที่โรงเรียน ขายของออนไลน์ เป็นตัวแทนรับวิตามินมาขาย จากนั้นก็มีเพื่อนมาแนะนำให้ไปทำงานร้านหมูกระทะ เราไปทำทั้งหลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำทุกอย่างตั้งแต่หั่นผัก หมักหมู ยกเตาและน้ำซุปหนัก ๆ ได้ค่าแรงวันละ 300 บาท แม้เงินจะไม่มาก แต่ทำให้เราอยู่รอดได้ในแต่ละวัน นอกจากนี้ก็มีไปรับจ้างร้องเพลงในร้านอาหารบ้าง เป็นดีเจในแอปพลิเคชันฟังใจ Fungjai (ฟังใจ) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเอาไว้ฟังเพลง และมีดีเจไว้พูดคุย ทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาเพื่อดูแลครอบครัว”

ทุนแห่งโอกาส แสงสว่างแห่งความหวัง
ด้วยสถานการณ์ของครอบครัว แพรวรู้ดีว่าคงไม่มีโอกาสเรียนต่อในมหาวิทยาลัย “เราคิดว่าคงไม่มีสิทธิที่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยแน่นอน ตอนนั้นคิดแค่ว่ามีช่องทางไหนให้ได้เรียนก็เอาไว้ก่อน”
แม้จะไม่มีทางเลือกมากนัก แต่สำหรับคนที่มีความมุ่งมั่นอย่างแพรว เมื่อมีครูแนะนำให้เธอสมัครขอรับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เธอจึงไม่พลาดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต
“ตอนช่วงใกล้เรียนจบ ม.6 ครูแนะนำทุนนี้และบอกว่าเรียนแค่ 1 ปี จบแล้วทำงานได้เลยนะ ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตเรามาก ก็ลองไปศึกษาข้อมูลและสมัคร ตอนสมัครก็มีความกังวล เพราะว่าเรียนสายศิลป์มา แต่หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลต้องเรียนวิทย์-คณิต แต่พอศึกษารายละเอียดวิชา ก็คิดว่าสู้ไหว อยากขอบคุณอาจารย์คณะพยาบาล มศว ที่เรียกไปสัมภาษณ์ ท่านประทับใจว่าแม้เราไม่มีเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ก็มีความพยายามในการหาหนทางต่อยอดการศึกษาของตัวเอง”
แพรวบอกว่า ทุนหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล เป็นรูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตมาก เพราะใช้เวลาเรียนระยะสั้นแค่ 1 ปี จบออกมาสามารถทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลได้เลย อีกทั้งระหว่างเรียน กสศ. ยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายเดือน ดูแลความเป็นอยู่ และคณะพยาบาล มศว ก็ช่วยเหลือดูแลสวัสดิการของผู้เรียน
“เรียนฟรี แล้วยังมีเงินรายเดือนให้ เดือนละ 7,500 บาท ทำให้มีรายได้ช่วยเหลือพ่อแม่ระหว่างเรียน มีเงินเก็บออมไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินและไว้เป็นทุนตั้งต้นชีวิตหลังจบการศึกษา แถมเรียนจบก็มีงานรองรับ เพราะตอนนี้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล และพยาบาลก็ยังขาดแคลน ไม่เพียงพอต่ออัตราผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มากขึ้น เป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน”
ในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี แพรว เล่าว่า แบ่งเป็นการเรียนทฤษฎี 6 เดือน และปฏิบัติ 6 เดือน โดย 6 เดือนแรกเรียนที่คณะพยาบาล อาจารย์จะสอนการทำหัตถการต่าง ๆ เช่น การสวนอุจจาระ ปัสสาวะ การวัดความดัน ได้ฝึกกับหุ่นในห้องปฏิบัติการ ส่วน 6 เดือนหลังจะไปฝึกจริงที่โรงพยาบาลชลประทาน จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ของ มศว ได้ไปดูแลคนไข้ ซึ่งทำให้ได้เห็นชีวิตคนมากมาย มีคนไข้จิตเวชมาเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง บางคนเจอเรื่องร้าย ๆ ในชีวิตมามาก แต่ยังพยายามมีชีวิตอยู่ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตและสร้างแรงผลักดันในการใช้ชีวิตของตัวเอง
“ทุนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลของ กสศ. ไม่ได้มีความหมายแค่เรียนฟรี หรือมีเงินเดือน 7,500 บาท แต่เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสการเป็นผู้ให้ ได้เรียนรู้จากชีวิตของคนอื่น ได้เห็นความหมายของชีวิต ที่สำคัญคือรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้มาอยู่ในวิชาชีพที่มีเกียรติ ถึงงานจะหนักมากแค่ไหน ต้องดูแลคนไข้ข้ามคืนข้ามวัน แต่เราก็ยังมีความสุขและยิ้มได้ ทำให้รู้ว่าการทำเพื่อใครสักคนในชีวิตแบบไม่หวังอะไรเลย เป็นแบบนี้เอง”

‘ผู้ช่วยพยาบาล’ มากกว่าวิชาชีพ คือการตอบแทนครอบครัวและสังคม
หลังจากเรียนจบหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล แพรวได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะผู้ช่วยพยาบาลที่ศูนย์การแพทย์ธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยทำงานที่หน่วยตรวจกุมารเวชกรรม ก่อนย้านมาเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่คลินิกโรคหลอดลมและคลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโรงพยาบาลในสังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์
ปัจจุบัน แพรว ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ ในแต่ละวันจะช่วยซักประวัติคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นในกลุ่มของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหอบหืด ช่วยเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้รับบริการ วัดสัญญาณชีพผู้ป่วย ตลอดจนเรียกคิวผู้ป่วยเข้าห้องพบแพทย์
“สำหรับรายได้ตอนนี้อาจจะไม่ได้มีมากถึงขั้นสุขสบาย แต่ก็เพียงพอกับปัจจัยพื้นฐาน ช่วยลดปัญหาความยากจนในครอบครัวไปได้มาก เป็นการขจัดปัญหาความจนข้ามรุ่น โดยให้มันหยุดแค่ที่ตัวเรา”
เงินเดือนจากอาชีพผู้ช่วยพยาบาลไม่เพียงทำให้เธอดูแลครอบครัวได้มั่นคงมากขึ้น แต่ยังทำให้แพรวสามารถสานต่อการเรียนในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
“ตอนนี้มีเวลาและพอมีเงินที่จะไปสมัครเรียนต่อ เหลืออีกแค่ 2 เทอม คาดว่าจะสามารถเรียนจบปริญญาตรีภายในปี 2568 นี้ บอกพ่อกับแม่ไว้ว่าหนูจะเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้วนะ อยู่กับหนูไปนาน ๆ ก่อน” แพรว กล่าวทั้งน้ำตาที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ

ล้มแล้วลุกใหม่ได้เสมอ เรียนรู้จากประสบการณ์ สานฝันสร้างคุณค่าให้ตัวเอง
เส้นทางชีวิตอันแสนขรุขระนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะเดินฝ่ามาได้ บางคนอาจล้มหาย บางคนถอดใจไม่เดินต่อ แต่สำหรับแพรว เธอกลับเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น ฝ่าฟันทุกขวากหนาม ด้วยทัศนคติที่ดีและการเห็นคุณค่าในชีวิต
แพรว ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้ฝ่าฟันมาได้ ไม่ใช่แค่อดทนเก่ง แต่คือความรักในครอบครัว
“ถึงเราจะเป็นลูกบุญธรรม แต่ก็โตมาในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่บุญธรรมช่วยชุบชีวิตให้เรา เลี้ยงดูแลเรามาขนาดนี้ก็ขอบคุณมากแล้ว ช่วงที่บ้านมีปัญหา เราก็ไม่เคยคิดโกรธพ่อแม่เลยว่าทำไมไม่มีเงินส่งให้เราเรียน ไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจต่อพ่อแม่เลยว่าทำไมเราต้องมีชีวิตลำบากขนาดนี้ ไม่เคยรู้สึกแบบนั้น”
“มีช่วงหนึ่งที่ลำบากมาก ครอบครัวเริ่มไม่มีเงินใช้จ่ายในแต่ละเดือนแล้ว เราต้องทำงานให้หนักมากขึ้น เพื่อให้มีเงินมาซื้อกับข้าวให้ครอบครัว ประจวบเหมาะกับพี่สาวต้องเปลี่ยนงาน ไม่มีเงินเดือน ทำให้ถูกตัดไฟไป 4-5 เดือน ไม่มีไฟฟ้าใช้เลย อยู่กันเหมือนมนุษย์ยุคหิน ต้องก่อเตาฟืนทำกับข้าว ลำบากมาก แต่ในความยากลำบากนั้น เรายังมีรอยยิ้มให้กันในครอบครัว ก็คิดว่ามันคือที่สุดของชีวิตแล้ว เหมือนเป็นการฝึกให้เราต้องใช้ชีวิต ต้องเอาตัวรอดให้ได้แบบวันต่อวัน ซึ่งทุกอย่างคือบทเรียน เป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เราสู้มาได้ถึงวันนี้ เมื่อย้อนมองกลับไป ถึงจะเป็นความลำบากมาก ๆ แต่ทำให้เรามีประสบการณ์ในการใช้ชีวิต มันก็ดีต่อใจ”
สำหรับทุน กสศ. เธอบอกว่าคือ ‘โอกาส’ ที่เข้ามาช่วยพลิกชีวิตให้เดินต่อได้
“ตอนเรียนจบหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล วันรับประกาศนียบัตร พ่อแม่ดีใจมากจนร้องไห้ออกมาเลย ถึงโทรศัพท์ที่เขามีจะเก่า หน้าจอจะแตก แต่เขาก็พยายามเอามาถ่ายรูปเรา ดีกับใจเรามากจริง ๆ ทุนที่ได้มาเหมือนประตูที่พาเราไปสู่ชีวิตใหม่ ถ้าไม่ได้รับทุนนี้ ตอนนี้คงต้องตระเวนรับจ้างทำงานแลกเงินอยู่ อาจจะต้องอดหลับอดนอน แต่ตอนนี้เรามีเส้นทางชีวิตที่มั่นคงขึ้น”
เมื่อถามว่ามองเป้าหมายชีวิตหลังจากนี้ไว้อย่างไร เธอบอกว่า หากมีโอกาสอยาก ‘ทำงานช่วยเหลือสังคม’
“เมื่อก่อนเราไม่มีอิสรภาพทางการเงิน ต้องใช้ชีวิตแบบเอาตัวรอด ทำให้ความฝันบางอย่างมันถูกลดทอนไป แต่พอเราเริ่มมีงานที่มั่นคง ทำให้ตอนนี้เริ่มกลับมามีฝัน ที่ฝันไว้ชัดๆ เลย คืออยากทำงานเพื่อขับเคลื่อนสังคม เกิดมาชีวิตหนึ่งได้ทำเพื่อคนอื่น น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว แม้วันนี้เราลุกขึ้นยืนได้ แต่ก็ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะช่วยฉุดคนอื่นขึ้นมา แต่เราจะพยายามทำหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาลอย่างดีที่สุด เพื่อตอบแทนสังคมในอีกทางหนึ่ง”
“เราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีฝัน หากเขาได้รับโอกาส เขาจะสามารถเป็นฟันเฟืองที่ดีของประเทศได้ เด็กทุกคนมีศักยภาพตนเอง อย่าลดทอนคุณค่าตัวเอง เมื่อมีโอกาสเข้ามา ก็ต้องลองดูก่อน เราสามารถค่อย ๆ เรียนรู้ ฝึกฝน และเชื่อว่าท้ายที่สุดทุกคนจะเอาชนะได้ ขอแค่เชื่อมั่นว่าเรามีคุณค่าที่จะทำสิ่งเหล่านั้นก็พอ”
สุดท้าย แพรวยังได้แบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์ชีวิตที่อาจเป็นกำลังใจให้แก่น้อง ๆ เพื่อน ๆ หรือพี่ ๆ ที่กำลังท้อถอยต่อปัญหาที่เผชิญอยู่
“ที่ผ่านมา เราคิดเสมอว่าทุกอุปสรรคที่เข้ามาคือบทเรียน ถ้ามันไม่ยากลำบากก็คงไม่เรียกว่าชีวิต บางครั้งดินไม่ดี สภาพอากาศไม่ดี แต่ต้นไม้ยังเติบโตได้ และแม้ว่ากระถางใบนั้นในชีวิตคุณจะแตกร้าวมากแค่ไหน คุณก็ยังสามารถที่จะเติบโตหรือเดินหน้าต่อไปได้ เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่หัวใจของเรา”